วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

เรารักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้เรารักประชาชน’ : ตอน๑๐ การหลอมรวมอุดมการณ์ฯ(ร่วมเฉลิมฉลอง ๑๐๐ ปีวันสตรีสากล)


เรารักธรรมศาสตร์    เพราะธรรมศาสตร์สอนให้เรารักประชาชน’ :
เรียนรู้การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม












กิจกรรมของกลุ่มอิสระ  กลุ่มผู้หญิง  พรรคพลังธรรม   องค์การนักศึกษาทั้งองค์การบริหารและสภานักศึกษา     ล้วนมีทิศทางร่วมกันในการเคลื่อนไหวพัฒนาจิตสำนึกทางการเมืองของขบวนนักเรียนนักศึกษาประชาชน    หนังสือก้าวหน้าและแนวคิดมาร์กซิสต์  หรือสังคมนิยม   จึงได้รับความสนใจอย่างยิ่ง    เป็นช่วงที่งานเขียนเก่าๆของนักต่อสู้ยุค  พ.ศ. 2500 ซึ่งถูกปราบปรามในยุคเผด็จการ    ทั้งทฤษฎีและวรรณกรรมถูกนำมาพิมพ์ใหม่จำนวนมาก  ควบคู่กับการสร้างงานเขียนและวรรณกรรมของคนรุ่นใหม่   ฉันและเพื่อนๆล้วนแต่เป็นนักอ่านนักซื้อหนังสือกันทั้งสิ้น   เรายังมีการศึกษาเป็นกลุ่มๆกันอย่างขะมักเขม้นด้วย  
คำขวัญของธรรมศาสตร์ที่พวกเราภูมิใจ  คือเรารักธรรมศาสตร์    เพราะธรรมศาสตร์สอนให้เรารักประชาชน

               ผู้หญิง  กับ  14  ตุลาคม 2516
การจับกุมกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 13  คนในข้อหากบฏในวันที่ 6 ตุลาคม 2516     แม้จะมีการติดโปสเตอร์  แถลงการณ์โจมตีการกระทำของรัฐบาลเต็มไปหมดในหลายสถาบัน     แต่ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยมีมติให้สอบเสร็จก่อน   เพราะเป็นช่วงกำลังสอบของมหาวิทยาลัยต่างๆ   กลุ่มอิสระในธรรมศาสตร์รวมทั้งกลุ่มผู้หญิง    มีการหารือลับอย่างเร่งด่วนร่วมกับองค์การบริหาร อ.ม.ธ. ซึ่งมีทั้งฝ่ายบริหารและสมาชิกสภานักศึกษาร่วมอยู่ด้วยในเย็นวันที่  9 ตุลาคม    มีการประเมินสถานการณ์ร่วมกันซึ่งมีความเห็นต่างกัน    ระหว่างรอให้สอบเสร็จ เพื่อมีพลังนักศึกษาจำนวนมากมาร่วมการเคลื่อนไหว   กับงดสอบทันทีเพื่อชุมนุมแสดงพลัง  มิให้อำนาจเผด็จการฉวยโอกาสปราบปรามครั้งใหญ่    ซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นได้ถ้าประเมินว่าพลังฝ่ายนักศึกษาประชาชนอ่อนแอ  
 ตัวแทนกลุ่มผู้หญิงมี   อาทิ  นงลักษณ์     ฉัน   สุภาพร  สุลณีย์   กัลยาณา  สลิลยา  สุทธิพันธ์  รัชนี  ไพพร  สุภรณ์  และเราร่วมปฏิบัติการต่อเนื่องจนถึง 14  ตุลา

ความรู้สึกของฉันและเพื่อนๆตรงกัน  แรงกดดันจากระบอบเผด็จการ ความเดือดร้อนของกรรมกรและพี่น้องประชาชน  รวมทั้งความเป็นห่วงผู้ถูกจับ ทำให้ทุกคนคิดว่า ถ้ายอมให้ใช้อำนาจป่าเถื่อนครั้งนี้ได้   ครั้งหน้าประชาชนจะโงหัวลุกขึ้นมาเรียกร้องอะไรได้อีกเล่า   ประกอบกับบทเรียนของพวกเราหลายครั้งในสองสามปีที่ผ่านมา   ไม่ว่าการคัดค้าน ปว.299   และกรณีล่าสัตว์ป่าที่ทุ่งใหญ่   ถ้าไม่รวมพลังต่อสู้อย่างจริงจัง     ก็ไม่มีทางที่เผด็จการจะยอมตามข้อเสนอใดๆของเรา
ที่ประชุมมีมติให้งดสอบ   โดยแบ่งกำลังกันไปปฏิบัติการ  เช่น   เอาโซ่ล่ามประตู        เอาปูนปลาสเตอร์อุดรูกุญแจประตู ห้ามเข้าห้องสอบ     ชักธงดำครึ่งเสาเหนือยอดโดม      เอาผ้าดำปิดป้ายมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์     ทำโปสเตอร์งดสอบ   และออกแถลงการณ์แจกพรุ่งนี้เช้า   ประสานกลุ่มอิสระมหาวิทยาลัยต่างๆ     ติดต่อคณะอาจารย์ 
  ที่สำคัญคือ พรุ่งนี้ต้องมีการจัดประชุมวาระเร่งด่วนของสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อลงมติรับรองการงดสอบในครั้งนี้        ฉันและเพื่อนสมาชิกสภานักศึกษามีหน้าที่ต้องไปพูดคุยกับเพื่อนส.ส. ทุกชั้นปี    เพื่อประกันให้มติวันรุ่งขึ้นสนับสนุนแผนงานนี้
  ทุกอย่างเป็นไปตามที่ตั้งใจ  วันรุ่งขึ้นนักศึกษาเข้าห้องสอบไม่ได้     มีการชุมนุมโดยเริ่มต้นการปราศรัยที่ลานโพธิ์นั่นเอง  ฉันร่วมประชุมสภานักศึกษาฯ ที่เปิดประชุมวาระฉุกเฉินกลางลานโพธิ์ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย     ซึ่งสภานักศึกษาฯ ลงมติเอกฉันท์ :
      1) ทำหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 13 คนอย่างไม่มีเงื่อนไข 
       2)ทำหนังสือถึงอธิการบดีขอให้เลื่อนการสอบภาคแรก  จนกว่าการเรียกร้องจะได้ผล          
ทางมหาวิทยาลัยขอให้พวกเราปลดธงดำ  ชักธงชาติขึ้นแทน   และเอาผ้าดำที่คลุมป้ายชื่อมหาวิทยาลัยออก   ซึ่งพวกเราก็ยินยอม   ตอนบ่ายมหาวิทยาลัยก็ได้ออกประกาศเลื่อนเวลาสอบออกไปอย่างไม่มีกำหนดจนกว่าเหตุการณ์จะคืนสู่ภาวะปกติ พอคนเริ่มทยอยมาชุมนุมมากขึ้น   เวทีก็เข้ารูปเข้ารอย  เสกสรรค์  ประเสริฐกุล  เสาวนีย์  ลิมมานนท์ ปลุกเร้านักศึกษาอย่างมีพลัง   เป็นอันว่าธรรมศาสตร์เป็นหัวหอกในการงดสอบและชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัว 13 กบฏรัฐธรรมนูญ
อ.ม.ธ. ดูแลเวทีจนถึงวันที่ 11 ตุลาคม   ศูนย์กลางนิสิตฯก็มีมติเข้าร่วมการชุมนุม   และเข้ามาเป็นแกนนำการชุมนุม  แต่อย่างไรก็ตามเสกสรรค์  ประเสริฐกุล ยังบัญชาการขบวนอยู่นั่นเอง  และทีมงานข่าวที่กองอำนวยการในธรรมศาสตร์ยังเป็นหลัก  เนื่องจากภารกิจที่ยังติดพัน   ฉันและเพื่อนกลุ่มอิสระทั้งหญิงชาย   ช่วยงานในกองอำนวยการชั่วคราวคือชั้นสองของตึกโดมในส่วนที่เป็นสภานักศึกษาตั้งแต่เริ่มต้น   และประสานงานกันอยู่รอบนอกของเวทีเพื่อสนับสนุนการชุมนุม   ตั้งแต่การไปขอบริจาคอาหาร   ช่วยดูแลน้องๆทีมงาน   การทำแถลงการณ์     การติดตามและประเมินข่าว   การคอยส่งข่าวประสานกับโฆษกบนเวที   และเมื่อคนมาชุมนุมแออัดมากขึ้นเรื่อยๆ   ก็เสนอให้ย้ายกองบัญชาการชุมนุมไปอยู่ที่สนามฟุตบอลธรรมศาสตร์   ตอนแรกลังเลกันอยู่บ้างกลัวว่าคนจะน้อย  แต่เป็นจังหวะที่นักเรียนนักศึกษาและประชาชน ทยอยกันมาสมทบมากขึ้นเรื่อยๆ        เวทีจึงดำเนินไปอย่างมีพลัง
ในที่สุดก็ต้องเคลื่อนขบวนออกเดินในวันที่ 13 ตุลาคม   เนื่องจากผู้คนนับแสนและการชุมนุมที่ยืดเยื้อมาหลายวันหลายคืน    ทำให้กองบัญชาการตัดสินใจเริ่มเคลื่อนไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 





ผู้หญิงทุกคนไม่ว่าอยู่ในบทบาทใดในการต่อสู้  ถือเป็นฟันเพืองตัวหนึ่งแห่งการสร้างสรรค์พลังและการต่อสู้ของขบวนผู้หญิง   ทุกบทบาทและศักยภาพของผู้หญิงแม้คนหนึ่งก็คือพลัง    
   เมื่อจัดวางกำลังในการเคลื่อนขบวน    กำหนดให้เยาวชนหญิงเป็นแถวหน้าของการเดินออกจากสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์   พร้อมธงชาติและพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ  ด้วยความคาดหวังว่าจะเป็นการปลุกเร้าใจประชาชน  ที่แม้แต่ผู้หญิงตัวเล็กๆก็ไม่หวั่นไหวในการต่อสู้     ขณะเดียวกันก็หวังว่า    ถ้ารัฐบาลคิดจะใช้ความรุนแรง   ก็อาจจะเปลี่ยนใจได้บ้างเมื่อเผชิญหน้ากับขบวนผู้หญิงพร้อมด้วยสัญญลักษณ์ที่ผู้คนเคารพสูงสุด
 ไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร   ทุกคนรู้ดีว่า  มีโอกาสถูกปราบปรามได้  แต่เมื่อประกาศขออาสาสมัครหญิง    เยาวชนนักเรียนนักศึกษาหญิงจำนวนมากอาสาเป็นกองหน้าของขบวนแถวอย่างวีรอาจหาญ    เยาวชนชายนักเรียนอาชีวะก็จัดตั้งกำลังคุ้มกันขบวนแถวอย่างองอาจเช่นกัน
ในคนเรือนแสนนั้นมีผู้หญิงเคียงบ่าเคียงไหล่เป็นภาพที่เด่นชัด        ซึ่งองค์กรผู้หญิงได้นำรูปขบวนแถวหน้า 14 ตุลาของเยาวชนหญิงนี้มาจัดทำเสื้อยืดในโอกาส  30 ปี 14 ตุลา   
  
ในการจัดเสวนา 30 ปี 14 ตุลา  ย้อนรอยพลังหญิง   อรุณี   ศรีโต ผู้นำกรรมกรหญิงมายาวนานจนถึงปัจจุบันอีกคนหนึ่ง    ก็ช่วยเสริมให้ภาพการชุมนุมในครั้งนี้มีชีวิตชีวายิ่งขึ้น...
                   อายุ 17 ปีทำบัตรประชาชนได้ก็มาสมัครทำงานที่ไทยเกรียง  ที่พระประแดงตอนปี 14สมัครวันนี้เขาให้ทำงานพรุ่งนี้เลย  นุ่งผ้าถุงนะมาจากชนบทสมัยนั้นเขามีหอพักให้แถมเลี้ยงข้าวสามมื้อ  ได้วันละ10บาท  พอปี 16 คนงานไทยเกรียงมีเกือบสองพันคนมีผู้ชายประมาณสองร้อยคน...
       ตอนจะไปชุมนุมก่อน 14 ตุลาคนงานก็ขานรับกันเป็นอย่างดี   ตอนนั้นมีนักศึกษามาทำงานกรรมกรบ้างแล้ว   คนงานวัยหนุ่มวัยสาวอยู่หอพักพอเราเป่านกหวีดก็ไปพร้อมกันหน้าโรงงานหมดไม่ต้องถามเยอะ   เจ้าของโรงงานท่านก็อยู่ในโรงงานนะอยู่ท้ายๆหอพัก   แต่วันแรกท่านตั้งหลักไม่ทัน  พวกเราปิดเครื่องไปกันหมด  ไปเป็นพันคนเลย   แล้วก็ไปรวมกับคนงานลัคกี้ที่สามแยกพระประแดง  บางส่วนก็ขึ้นรถเมล์สาย 82มาลงสะพานพุทธ    เดินมาที่ธรรมศาสตร์   อยู่สองสามวันไม่ต้องอาบน้ำนะ   แล้วมาเจอกรรมกรอ้อมน้อยเยอะกว่าพวกเราที่มาจากพระประแดงอีก   แถมเดินมาจากอ้อมน้อยอ้อมใหญ่   ก็ทำให้เรารู้จักคนงานอ้อมน้อย   ที่รังสิตช่วงนั้นโรงงานไม่ค่อยเยอะ  จะไปหนักทางนครปฐม    สมุทรสาคร  พระประแดง   สมุทรปราการ   ส่วนใหญ่เป็นโรงงานทอผ้า  เป็นคนงานหญิงเยอะ   นุ่งกางเกงยืดขาเริ่มจะบานแล้ว  มันมีความฮึกเหิมทางจิตใจ   คือไปแล้วมีความรู้สึกว่าต้องให้ชนะเขา      วันที่สองไปเกณฑ์กันมาอีก        ตอนนี้ผู้จัดการโรงงานท่านตั้งหลักได้แล้ว   ท่านมายืนหน้าโรงงานเลย...ลื้อไม่ไปได้มั้ยอั๊วให้สองแรง( 20 บาท)....แต่คนงานก็ไม่อยากได้  20 บาทนะ  ก็ไปกันหมด...ลัคกี้ก็มาเป็นพันคนเหมือนกัน..
  เสาวนีย์   ลิมมานนท์   ซึ่งเป็นที่ชื่นชม  ศรัทธาในความกล้าหาญ   เป็นนักพูดที่ปลุกเร้าใจผู้คนได้อย่างยอดเยี่ยม     ก็ช่วยพิสูจน์ถึงบทบาทของผู้หญิงให้สังคมยอมรับ   แม้เธอเองจะบอกฉันว่า   เธอไม่ใช่เฟมินิสต์    เมื่อรู้ว่าฉันกำลังเขียนเรื่องนี้อยู่   ซึ่งสุชีลา  ตันชัยนันท์  เล่าอย่างชื่นชมไว้ว่า   .. ผู้ที่ขึ้นไฮด์ปาร์คในคืนวันนั้นที่ผู้เขียนจำได้แม่นยำที่สุดคือ พี่เสาวนีย์  ลิมมานนท์  นักพูดขวัญใจคนจำนวนมาก  ด้วยความเป็นนักกฎหมายและศิษย์เก่าของชมรมปาฐกถาโต้วาที     กอปรกับลีลาการพูดที่มีลักษณะเฉพาะตัวเธอสะกดให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมนั่งฟังจนไม่รู้สึกอยากกลับบ้าน...
  พ่อเหลือบมองดูนาฬิกาข้อมือ ตอนนั้นเป็นเวลาตีสองแล้ว  พ่อจึงบอกให้ทุกคนเตรียมตัวกลับบ้านได้   เมื่อเราเดินมาถึงประตูหน้ามหาวิทยาลัย    เสียงของพี่เสาวนีย์ได้ดังผ่านไมโครโฟนว่า พี่น้องที่รักคะ  ท่านจะรีบไปไหน  ขอให้อยู่กับเราก่อนจนกว่ารัฐบาลจะปล่อยตัวเพื่อนของเราทั้ง 13 คนอย่างไม่มีเงื่อนไข   พี่น้องคะถ้าท่านกลับบ้านไปแล้วท่านจะนอนหลับหรือเปล่าในขณะที่เพื่อนๆของเรายังไม่ได้รับอิสรภาพ’  พ่อหันหน้ามาปรารภกับผู้เขียน ผู้หญิงคนนี้ยอดจริงๆ (สุชีลา  :56)

    จิระนันท์   พิตรปรีชา   มีบทบาทเป็นผู้นำศูนย์ปวงชนชาวไทยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย  ในเย็นวันที่ 14 ตุลาก็ถือเป็นความอาจหาญเพราะการปราบปรามประชาชนยังไม่สงบ  เธอเล่าว่า... 
    หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีกระแสพระราชดำรัสทางวิทยุโทรทัศน์ว่า        อดีตนายกรัฐมนตรี   จอมพลถนอม  กิตติขจรได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งแล้ว   และมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้นายสัญญา  ธรรมศักดิ์  ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี   ...ขณะนั้นดิฉันดำรงตำแหน่งเลขานุการฝ่ายธุรการของศูนย์  จึงได้ออกตระเวณตามหาคณะกรรมการศูนย์ตามที่ต่างๆจนกระทั่งถึงบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย   ได้เห็นผู้คนมากมายชุมนุมกันอยู่รอบๆบริเวณ   แต่ไม่มีการปราศรัยหรือจัดหน่วยกำลังต่างๆเลย   ฝูงชนกำลังระส่ำระสายเนื่องจากไม่มีผู้ควบคุม     ดิฉันจึงพยายามเบียดเสียดขึ้นไปบนลานกลางอนุสาวรีย์   ...เมื่อคนกลุ่มนั้นเห็นดิฉันก็จำได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ศูนย์จึงเข้ามาถาม  และบอกว่าพวกเขานำเครื่องเสียงมาติดตั้งไว้คอยกรรมการศูนย์ฯ    เพราะเห็นว่าคนกำลังวุ่นวาย...ดิฉันตอบว่าไม่สามารถติดต่อศูนย์ได้เลยและไม่ทราบนโยบายดำเนินการต่อไปด้วย  ฉะนั้นถ้าเราอ้างชื่อศูนย์ฯแล้วปฏิบัติงานอย่างหนึ่งอย่างใดคงไม่เหมาะสมขอให้ช่วยกันจัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า   จนกว่ากรรมการศูนย์ฯ คนอื่นๆจะมา....จุดมุ่งหมายอันฉุกเฉินในเวลานั้นคือ    ต้องการรักษาความสงบและความปลอดภัย       หาทางคลี่คลายความสงสัยของมวลชนโดยเร็วที่สุด... (อ.ม.ธ.,2516 : 205-206)                
ฉันต้องขอคารวะต่อวีรชน  ๑๔  ตุลาทุกคน      ต้องขอศึกษาจิตใจหาญกล้าของผู้ที่ยืนหยัดต่อสู้ในสถานการณ์แห่งความโดดเดี่ยวและเต็มไปด้วยการสูญเสีย ณ  เวลานั้น

เพลงนกสีเหลือง ที่วินัย  อุกฤษณ์   วิสา  คัญทัพ  แต่งให้ หงา  คาราวาน ร้อง      กินใจผู้คนตลอดกาล...ฉันฟังทีไรอดน้ำตาซึมไม่ได้   โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังกลับจากป่า  เพราะมีเรื่องราวของวีรชนนิรนามเพิ่มขึ้นในการรับรู้อีกมากเหลือเกิน     นับแต่รุ่นอดีตที่ยาวนานโดยเฉพาะหลังปี 2500    ช่วง 14 ตุลา 2516    เหตุการณ์  6 ตุลา 2519    วีรชนในเขตป่าเขาทั่วประเทศและในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535   นอกจากนี้ยังมี กรรมกรชาวนา  ปัญญาชนมากมาย ที่เสียสละชีวิตท่ามกลางการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทั่วประเทศ   รวมถึงผู้ตกเป็นเหยื่อแห่งการปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างเหวี่ยงแหในอดีต
                      กางปีกหลีกบินจากเมือง           เจ้านกสีเหลืองจากไป
                                 เจ้าคือวิญญาณเสรี                      บัดนี้เจ้าชีวาวาย
                                 เจ้าเหินไปสู่ห้วงหาว                 เมฆขาวถามเจ้าคือใคร
                                 อาบปีกด้วยแสงตะวัน              เจ้าฝันถึงโลกสีใด
                                 เจ้าบินไปสู่เสรี                            ข้างหลังเขายังอาลัย..

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น